ตลาดซื้อขาย ทางสัตวแพทย์ชมรมผู้บรีหารสถานพยาบาลสัตว์สัตวแพทย์เสวนาคลินิกออนไลน์จัดหางานสำหรับสัตวแพทย์ Home Contact Us About Us
WebBoard
สัตวแพทยสมาคม
ส.ควบคุมฟาร์มสัตว์ปีก
ส.สัตวแพทยผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์
สัตวแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย
คณะสัตวแพทย์
ม.มหานคร
ม.ขอนแก่น
ม เกษตรศาสตร์
จุฬาลงกรณ์
ม.เชียงใหม่
ม.เวสเทิร์น
ม.มหิดล
เวปไซน์ สัตวแพทย์
รพส กัลปพฤกษ์
รพส เนินพลับหวาน
รพส สุราษฎร์ธานี
รพส นครศรีธรรมราช
บล๊อค หมออิทธิเดช
อิทธิเดชสัตวแพทย์
รพส อุดรแอร์พอร์ท
สัตวแพทย์เสวนา
ตั้งคำถามหรือกระทู้ใหม่ที่นี่
แบบนี้ถือว่าขาดทุนมั้ย
(Reader : 3293)
แบบนี้ ถือว่าขาดทุนมั้ย มีรายรับรวมทั้งเดือน 4 หมื่น ทำมาได้สามปี ทำมันคนเดียวทั้งวันยันค่ำ ไม่มีวันหยุด ไม่มีลูกจ้าง หักค่าเช่า 10000 ค่าน้ำค่าไฟ 2000 ค่าเน็ต 600 ค่ายาวัคซีน 18000 โดยที่ไม่หักค่าแรงตัวเอง ถ้าเป็นแบบนี้ ถือว่าขาดทุนมั้ย เห็นมีแบบนี้เยอะเหมือนกัน จะดีมั้ยถ้ายังทำต่อไป หรือว่าจะหาทำเลใหม่
Posted by : ไม่เคยเรียนธุรกิจวัน/เวลา : 2/6/2553 16:38:52
สุดยอดเลยหมอ รักษาคนเดียวไม่ต้องมีผู้ช่วยทำได้ไงเนี่ย แล้วเวลาผ่าตัด เย็บแผล แทงเส้น ใครช่วยหมอครับเนี่ย

รายรับ 4หมื่น หักค่าใช้จ่ายเบ็ดเสร็จ เหลือ 9,400 อันนี้รวมรายจ่ายค่าเวชภัณฑ์หรือยัง

ถามว่าขาดทุนมั้ย หักต้นทุนหมดแล้ว ยังเหลือหรือปล่าวล่ะคับ ถ้าเหลือ ก็แสดงว่าไม่ขาดทุนหรอกครับ

แต่ต้องถามตัวหมอเอง ว่าเหลือเงินใช้เดือนละ 9400 บาท พอหรือปล่าว หมอทำงานกี่ที่ มีรายได้เสริมทีอื่นบ้างมั้ย ถ้ามีแค่9400ใช้ทั้งเดือน พอใช้หรือปล่าว

แล้วรายจ่ายภาษีป้าย ภาษีโรงเรือน คุณพอจ่ายหรือไม่

คุณทำงานทุกวัน ไม่มีวันหยุด ไม่มีลูกจ้าง คุณภาพชีวิตคุณเป็นอย่างไร หากวันนึงคุณล้มป่วย ต้องไปหาหมอ รายจ่ายเดือนละ 9400 เพียงพอหรือปล่าว

ลองพิจารณาดูนะครับ
Posted by :เราก็ไม่ได้เรียนบริหารเหมือนกัล
วัน/เวลา :2/6/2553 17:03:45
คุณคงต้องวิเคราะห์ก่อนล่ะคับ ว่า ที่ได้เดือนละ4หมื่นเพราะอะไร

1. ทำเลไม่ดี ลูกค้าน้อย หรือคู่แข่งเยอะ คอยแย่งลูกค้าคุณ
2. บริการไม่หลากหลาย ไม่ตอบโจทย์ลูกค้า
3. ศักยภาพในการรับเคส คือ คุณรับเคสได้ระดับหนึ่งแต่ถ้าเคสหนักกว่านั้น คุณไม่ทำ ก็ขาดรายได้ส่วนนี้ไป
4. ความประทับใจของลูกค้า ที่จะส่งผลในการช่วยประชาสัมพันธ์ในร้านของคุณ การบอกปากต่อปาก มีหรือปล่าว
5. การตลาด การวางกลยุทธ์เพื่อทำยอด คุณมีหรือไม่

คือ ต้องลองวิเคราะห์ปัจจัยเหล่านี้ร่วมด้วยนะครับ ไม่ใช่แค่ย้ายทำเลอย่างเดียวครับ
Posted by :เราก็ไม่ได้เรียนบริหารเหมือนกัล
วัน/เวลา :2/6/2553 17:08:12
อยู่แถวไหนคับ
ถ้าอยู่ต่างอำเภอต่างจังหวัดก็ถูๆไถๆได้อยู่
แต่ถ้าอยู่ กทม. คงไม่ไหวล่ะคับ
สู้ๆคับ ช่วยบอกด้วยว่าแถวไหน
Posted by :หมอ
วัน/เวลา :2/6/2553 18:32:51
เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ถ้าเป็นเรื่องจริงคง ต้องช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไร ดีแล้วที่นำเรื่องของสัตวแพทย์ เรื่องการทำมาหากิน มาคุยกันมาเล่าสู่กันฟัง หลังจากว่างเว้นจากการเมือง (ที่ใช้คำว่าว่างเว้นเพราะเชื่อโดยสุจริตว่ากาเมืองยังไม่สงบ)
Posted by :เวปมาสเตอร์
วัน/เวลา :3/6/2553 6:38:19
เท่าที่สังเกตทุกวันนี้ คลินิกที่ไม่ได้มีเพ็ทช้อปอยู่ข้างๆ จะทำมาหากินลำบากมาก เพราะกลุ่มผู้ใช้บริการจะมีได้เพียงแค่คนที่มีที่อาศัยใกล้ๆบริเวณนั้น และต้องมีเวลาจริงๆ แต่คนทำงาน ที่มีบ้านส่วนตัว และมีกำลังซื้อสูง มักเลือกที่จะเข้าคลินิกที่มีเพ็ทช็อป อาบน้ำแต่งขนในตัว เพราะสามารถทิ้งสุนัขไว้อาบน้ำ ฉีดยาได้ โดยที่ตนเองก็สามารถซื้อของเล็กๆน้อยๆได้ ตัวอย่างอย่างคลินิกนึงที่ผมเคยเห็นนะครับ เปิดตอนแรก 3 คูหา เพทช็อป คลินิก ต่อมาเปิดอาบน้ำแต่งขนเป็น 4 คูหา แล้วปัจจุบัน ขยายเป็น 6 คูหาแล้ว ทั้งๆที่ทำเลไม่มีที่จอดรถ รถเยอะ แล้วรอบๆ สามารถเลี้ยงสัตว์ได้ยาก แต่กลุ่มลูกค้าก็เลือกที่จะขับรถมาหลายกิโล เพื่อมาที่นี่ ในขณะที่คลินิกที่ครบวงจรอีกที่ ติดถนนใหญ่ รถผ่านเยอะกว่า (อยู่ปากทางของซอยที่จะมาคลินิกข้างต้น) ไกลจากแห่งนี้เพียงกิโลกว่าๆ แล้วก็ใกล้หมู่บ้านมากกว่า มีที่จอดรถภายในให้ลูกค้า แต่กลับเจ๊ง ... เพราะไม่มีคนเข้า

เหล่านี้ต้องวิเคราะห์ให้ดีครับ การเป็นสัตวแพทย์คลินิกซึ่งเป็นเจ้าของเอง ก็ต้องรู้จักหลักการจัดการที่ดี ใช่ว่าคลินิกที่ผมว่าจะไร้ที่ตินะครับ คนอาบน้ำแต่งขนก็ค่อนข้างรุนแรงต่อสัตว์ ของที่ขายก็ค่อนข้างแพงกว่าร้านเพ็ทช็อปหลายๆร้าน หมอก็ใช่ว่าจะเก่ง จนรักษาได้ทุกโรค แถมร้านก็ค่อนข้างสกปรก เนื่องจากเลี้ยงสุนัขหลายตัวภายในร้าน บางครั้งก็ปัสสาวะรดไปทั่ว แต่ที่เค้าสามารถอยู่ได้ และกิจการใหญ่โตขึ้น มาจากเจ้าของซึ่งจัดการได้ดี ไม่ว่าจะเป็นระบบสมาชิก การบริการที่ครบวงจร การแข่งขันทางการตลาด (เซอร์เวย์ตลาดและตัดราคา พอคู่แข่งเจ๊ง ก็ขึ้นราคา วิธีนี้ผมไม่แนะนำนะครับ ผมว่ามันผิดจรรยาบรรณทางการค้า) ส่วนหมอก็มีหน้าที่แค่ฉีดยา ทำหมัน เท่านั้นเองครับ เคสใหญ่ๆ ส่วนใหญ่ก็จะชิ่งไปที่อื่นเอง ผมเข้าร้านนี้บ่อยเนื่องจากต้องไปซื้ออาหารให้สัตว์เลี้ยงครับ เลยค่อนข้างจะเห็นการทำงานของเค้าซึ่งตั้งอยู่บนหลักการค้าจริงๆ
Posted by :ม็อบเสื้อส้ม (เหลือง+แดง)
วัน/เวลา :3/6/2553 8:03:22
ไม่ขาดทุนแต่ได้ไม่คุ้มเหนื่อยครับ
Posted by :หมอแจ้
วัน/เวลา :3/6/2553 10:55:48
ถ้าเป็นแบบนี้ คนที่จะก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของกิจการแค่มีความรู้รักษาสัตว์อย่างเดียวหรือทุนทรัพย์ก็คงไม่พอแล้วซิ คงต้องมีความรู้ธุรกิจ การตลาด บริหารไปด้วย
มิน่าคนถึงไปเรียน MBA กันเยอะ จะมีหนทางช่วยกันได้มั้ยที่จะช่วยให้ทุกคนให้ประสบผลสำเร็จในการเปิดร้าน หรือว่าปล่อยให้เป็นไปตามกลไกธุรกิจ (คนที่ไม่รอบคอบในการเริ่มต้นธุรกิจก็ปล่อยให้เจ๊งไปหรืออยู่แบบข้างต้น) ถ้าเปิดแล้วมีรายได้แค่นี้ อย่างนี้สู้ไปเป็นลูกจ้างไม่ดีกว่าหรือ อย่างน้อยยังมีวันหยุดและสวัสดิการคุ้มครอง
Posted by :อยากเรียน MBA
วัน/เวลา :3/6/2553 11:49:51
เป็นลูกจ้างดีกว่า สบาย ได้เงินดี มีวันหยุด ได้สัมมนา ได้โบนัส เดือนนึงเป็นสี่ห้าหมื่น สบายกว่ากันเยอะเลย
Posted by :หมอบอก
วัน/เวลา :3/6/2553 12:07:04
มีเงินเดือนใช้เดือนละ 9400 ผมว่าเป็นลูกจ้างเค้าน่าจะสบายกว่านะครับ กดดันไปนิด แต่ยังได้วันหยุดแน่นอนนะ
Posted by :อ่านแล้วถอดใจ
วัน/เวลา :3/6/2553 12:59:21
จริงๆ ประเทศเราขาดการจัดโซนนิงที่ดี เช่นร้านค้าที่เปิดขายยา ในหลายๆประเทศจะกำหนดไว้เช่น 1 แยกถนน สามารถเปิดได้ 1 ร้าน แล้วต้องเว้นไป ซึ่งทำให้ไม่ตีกันเอง คนอื่นที่จะเปิดก็ต้องรอขอเปิดไป ดูง่ายๆร้านยาเภสัชบ้านเรา ติดกันเป็นแถบ แทบไม่รู้จะเข้าร้านไหน โดยเฉพาะในตัวเมืองต่างจังหวัดจะเห็นได้ชัดมาก

ส่วนตัวผมคิดว่ารัฐบาลควรแก้ปัญหาด้านการจัดโซนนิ่ง สำหรับในแต่ละธุรกิจให้เหมาะสมมากกว่าที่เจ้าของธุรกิจต้องมานั่งเครียด
Posted by :ม็อบเสื้อส้ม (เหลือง+แดง)
วัน/เวลา :3/6/2553 23:50:46
เห็นด้วยค่ะ ถ้าหากเรามีการจัดโซนนิ่งที่ดีก็คงไม่มีปัญหาอย่างนี้หรอก ต่อไปร้านสัตวแพทย์ก็คงไม่ต่างจากร้านขายยาเป็นแน่ อยู่ติดๆๆกัน ที่จังหวัดใหญ่แห่งหนึ่งของภาคเหนือก็เหมือนกันค่ะ หนาแน่นมากเลย อยู่ใกล้กันเต็มไปหมด ลูกค้าสบายเลย มีสิทธิ์เลือกเยอะ ต้องดูแลลูกค้ากันสุดๆๆ ไม่พอใจก็เปลี่ยนร้านกันได้ง่าย ยิ่งเดินทางสะดวกรถไม่ติดมากเหมือน กทม ด้วยแข่งกันดุเดือด ซัดกันให้ตายไปข้างนึง ไม่ต่างจาก กทม เลย หรือว่าดุเดือดกว่าก็ไม่รู้
Posted by :เมืองท่อ่งเที่ยวใครก็อยากมา
วัน/เวลา :4/6/2553 11:01:35

ตอนนี้ยังดีนะจ๊ะ

เด่วรอมหาลัยเปิดใหม่อีก

เด่วรอนักศึกษาหมอหมาเรียนจบมาอีก

เด่วรอมาแข่งหางานกันอีก

เด่วรอมาเปิดร้านแข่งกันอีก

เด่วรอผลิตสัดแพดมาถมทะเล

ถึงตอนนั้นแล้วจะรู้สึก
Posted by :สมเพสหมอหมา
วัน/เวลา :4/6/2553 11:20:39
มุมผมมองว่าขาดทุนนะครับ (ไม่ได้เรียน MBA เหมือนกันครับ แต่หาหนังสืออ่านบ้างเล็กน้อย)

ทีนี้มาดูว่า ยังควรทำต่อไปหรือไม่ นี่ต้องถามต่อว่า ทำได้กี่เดือนแล้ว และแนวโน้มเป็นอย่างไร รายได้เพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน

ถ้าพึ่งทำมาได้ สองสามเดือน แล้วรายได้ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ก็น่าลองเพื่ออนาคตอีก สองสามปีข้างหน้าอยู่ แต่อยากให้ประเมินสถานะการณ์อย่างน้อย 6 เดือน แต่จะให้ดี ก็ 12 เดือน ที่จะบอกอะไรได้ชัดกว่า

ถ้าเปิดมาแล้ว 6-12 เดือน ยังคงมีรายได้แค่นี้อยู่ เห็นว่า ไม่น่าจะคุ้มแล้วหล่ะครับ ถ้ายังอยากจะสู้ต่อ ก็ต้องปรับยุทธวิธีในการทำงานใหม่ ประเมินข้อบกพร่อง ข้อด้อย สาเหตุที่รายได้ไม่เพิ่มมาให้ได้ ถึงจะเห็นช่องทางในการต่อสู้ต่อไป
กลับอีกทางเลือกหนึ่ง ไปเป็นหมอที่สถานพยาบาลสัตว์อื่นๆ น่าจะคุ้มค่ากว่า มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า เพราะเงินเดือนอย่างน้อยๆ ก็ หมื่นห้าต่อเดือน ทำงานเป็นเวลา มีวันหยุด มีประกันสังคม ประกันอุบัติเหตุ เป็นต้น ไม่ต้องรับผิดชอบการบริหารจัดการมากนัก


อยากจะบอกว่า หาผู้ช่วยมาซักคน ก็ติดเรื่องรายได้ที่ไม่พออีก แต่สำหรับคนที่จะเปิดใหม่ ควรจะมีผู้ช่วยอย่างน้อยคนหนึ่งนะครับ เพราะ ช่วยเรื่องการดูแลร้านได้ดี ช่วยงานได้สะดวกขึ้น ทั้งภาพลักษณ์จะน่าเชื่อถือขึ้นสำหรับลูกค้า อย่าลืมว่า ภาพลักษณ์ของหมอ ของสถานพยาบาลสัตว์ มีผลต่อการตัดสินใจนำสัตว์เลี้ยงมารักษามากนะครับ

ไม่แน่ใจว่า พื้นที่ที่อยู่มีปัญหาเรื่องการขายสินค้าเพ็ทช็อบหน้าร้านมั๊ย ตัวนี้ จะเป็นตัวดึงลูกค้าเข้ามาในระยะแรก เพราะเป็นสิ่งที่จะเป็นข้ออ้างในการที่เขาจะเข้ามาดูลาดเลาหมอก่อนที่เขาจะนำสัตว์เลี้ยงของเขามารักษา ดังนั้นควรจะมีไว้ และให้น่าสนใจตั้งแต่เปิดร้านวันแรก จะมีสินค้าลดแลกแจกแถมอะไรก็ว่ากันไป ตามกลไก ตามการสนับสนุนจากบริษัท (ส่วนค่ารักษาพยาบาล ก็คิดให้เหมาะสมกับภาวะต้นทุนของเรา)

นโยบาย ที่ต้องทำ คือ " รักษาลูกค้าเก่าให้ได้ เพิ่มลูกค้าใหม่ให้มากที่สุด"
มีความจำเป็นนะครับ ถ้าต้อง ให้ตัวเองอยู่รอดได้
หลักการทำงานก็คือ
บริการครบวงจร
อัธยาสัยดี จริงใจบริการ
หมั่นตามงาน ด้วยความห่วงใย

ส่วนวิธีการทำก็แล้วแต่เราจะไปประยุกต์ คิดค้นกันเองอีกที ตามกำลังทุน ตามอุปนิสัยของแต่ละคนไปครับ
เรื่องสำคัญมากๆ แต่ก็น่าเบื่อมากเหมือนกัน คือ การตามงาน คือ การติดตามอาการป่วย ของสัตว์ป่วยที่เราให้การรักษาไป นะครับ ควรทำอย่างมาก เพราะได้ประโยชน์ทั้งตัวเรา ว่าการรักษาเป็นอย่างไร แนวทางการรักษาถูกทางหรือยัง ส่วนเจ้าของก็จะพอใจที่หมอรักษาแล้วก็เป็นห่วงคอยติดตามผลการรักษาอยู่ ไม่ใช่รักษาแล้วก็แล้วไป แล้วเขาจะกลับมาหาอีกในครั้งต่อไปด้วยความประทับใจเรื่องนี้ อันนี้รวมถึงการมี SMS หรือ ไปรษณียบัตรเตือนนัดหมายต่างๆด้วยนะครับ

ลองดูนะครับ ไม่มีใครรู้ดีในธุรกิจของเราเท่าเราหรอกครับ แต่ให้วิเคราะห์กิจการให้ดี จะจับตัวเลขอะไรมาเป็นตัวชี้วัดก้ได้ครับ ตามแต่ความเห็นและทฤษฏีของเราเองครับ
Posted by :หมอนพอุดร
วัน/เวลา :4/6/2553 11:38:18
อื้ม อีกอย่าง นะครับ อย่าเอาแต่เล่นเน็ตอย่างเดียว จนลืม ทบทวน ประเมินสถานะการณ์ กิจการของเรานะครับ อันนี้สำคัญ

ให้ว่างจากทุกอย่างที่เราคิดว่า ทำแล้ว จะทำให้กิจการดีขึ้น ก่อน ค่อยมาเล่น หรือไม่ก็หาเวลาเล่น ที่ไม่ใช่เวลาทำงาน

เน็ตนี้ ดึงเวลาของเราไปมากนะครับวันหนึ่งๆ มันผ่านไปเร็วมาก แต่ถ้าไม่ได้เล่น แต่ไม่มีอะไรทำนี่ เวลามันจะผ่านไปช้าซะเหลือเกิน
Posted by :หมอนพอุดร
วัน/เวลา :4/6/2553 11:47:05
สุขอยู่ที่ใจ

รำรวยอยู่ที่รายได้มากกว่ารายจ่าย


Posted by :เราก้หมอจากลุกชาวนา
วัน/เวลา :4/6/2553 12:47:26
เจ้าของกระทู้ยังเข้าดูอยู่หรือเปล่าครับ เห็นเงียบไปเลย
ออกมาแชร์ข้อมูลก็ดีนะครับ
ว่าตอนนี้เป็นไง พี่ๆที่ให้ความเห้นไปเป็นไงบ้าง
อยากช่วยกันให้วงการพัฒนาเรื่อยๆไปครับ
Posted by :หมอสัตว์เล็ก
วัน/เวลา :4/6/2553 19:12:16
ขอบคุณทุกคำแนะนำ เดี๋ยวคงต้องหาทำเลใหม่ คงต้องมาศึกษาธุรกิจบ้าง
Posted by :ไม่เคยเรียนธุรกิจ
วัน/เวลา :16/6/2553 10:13:01
อยากจะแนะนำคุณหมอเรื่องการประเมินต้นทุนครับ อย่าลืมบวกค่าแรงคุณหมอเองด้วยนะ เพราะจะทำให้เราทราบต้นทุนที่แท้จริงและทำให้เราประเมินรายได้สุทธิได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น ของผมตีเงินเดือนตัวเองประมาณ23000ทำงานเดือนละ24วัน (ประมาณนี้ครับ) .....อยากถามคุณหมอท่านอื่นด้วยครับว่าประเมินค่าแรงตนเองกันอย่างไร ขอบคุณครับ
Posted by :zoonight
วัน/เวลา :16/6/2553 11:24:00
ปกติมันต้องคิดค่าแรงตัวเองเข้าไปด้วยอ่ะค่ะ ถึงจะเป็นต้นทุนที่แท้จริง การคิด cost ต้องคิดให้รอบด้านนะคะ แม้บางที income มันเยอะ แต่ cost เยอะกว่า ทำไปก็ไม่คุ้มค่ะ เหนื่อยโดยที่ไม่ได้อะไรเลย

ถ้าหักแล้วเหลือค่าแรงขนาดนี้ (เท่ากับทำงานราชการสัปดาห์ละ 5 วัน วันละ 8 ชั่วโมง โดยไม่บวกค่าวิชาชีพ) มันก็มีหลาย choice ที่จะจัดการนะคะ

1. เลิกกิจการ ไปเป็นลูกจ้างกินเงินเดือน ไม่ต้องรับผิดชอบมากด้วย

2. ลด cost เช่น ค่าน้ำค่าไฟ ค่าเน็ต ใช้น้อยลงได้หรือไม่

3. เพิ่มรายได้ อาจจะขายของเพิ่ม หรือขึ้นค่าบริการ หรือใช้วิธีจูงใจให้มีลูกค้ามากขึ้น

4. ถ้ามีทำเลอยู่แล้ว ลองทำธุรกิจอื่นไหมคะ


ลองคิดดูนะคะ
Posted by :พอดีเคยเรียน MBA ค่ะ
วัน/เวลา :17/6/2553 9:09:49
ผมจะตั้งเงินเดือนตัวเองไว้ ที่ 3 หมื่น ค่าตรวจ ค่าผ่าตัด ตามหลักเกณฑ์ที่ให้น้องๆ ที่ทำงานด้วย เพราะต้องถือว่า เรานอกจากจะเป็นหมอแล้ว ยังเป็นผู้บริหารด้วย แต่รู้สึกว่าเดี๋ยวนี้ น้องหมอจะมีรายได้รวมมากกว่าผมแล้ว เพราะการตรวจรักษาส่วนใหญ่จะให้น้องเป็นคนดำเนินการ

ที่ต้องคิดทุกอย่างเหมือนกับทุกคน เพราะเราต้องเผื่อไว้ว่า ถ้าเราต้องจ้างคนอื่นมาทำหน้าที่แทนเรา จะคุ้มค่ามั๊ย จะจ้างได้เมื่อไหร่ และ เราเองจะมีรายได้พอ กับค่าใช้จ่ายในครอบครัวหรือไม่
ต้องทำบัญชีไว้ตลอด ส่วนเงินจะได้รับจริงเท่าไหร่ก็แล้วแต่ว่าได้เงินมากน้อยต่างกันไป ตัวเลขมันจะฟ้องในบัญชีเอง ว่า ขาดทุนหรือมีกำไรหรือยัง ถ้ายังติดลบอยู่แสดงว่า เราต้องทำเองไปก่อน แต่ถ้ามีเหลือกำไร ก็แสดงว่า มีแนวโน้มที่จะจ้างคนเพิ่มได้ หากต้องการ
Posted by :หมอนพอุดร
วัน/เวลา :17/6/2553 9:34:15
Page : 123
[ next>> ]  [ Last ]  
แสดงความคิดเห็น
ข้อความ
รูปภาพ
ชื่อ
อีเมล์
ให้ใส่เป็นตัวเลขอารบิก
                    
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กรมปศุสัตว์
สัตวแพทยสภา

 
eXTReMe Tracker
 
© 2014 All Rights Reserved
Powered by
www.thaivet.org